ทักษะการฟัง: องค์กรไม่ได้ขาด System แต่ขาดการฟังกันอย่างแท้จริง
ร่มฉัตร พัฒนศิริ บุญเจริญ (โค้ชฉัตร)


ทักษะการฟัง: องค์กรไม่ได้ขาด System แต่ขาดการฟังกันอย่างแท้จริง
ทักษะการฟังเป็นเรื่องที่อยู่กับเราทุกวัน จนบางครั้งเราอาจลืมให้ความสำคัญ ในหลายองค์กร ปัญหาเรื่องคนไม่ได้มาจากระบบหรือขั้นตอนการทำงานเสมอไป แต่มักเริ่มจากการที่เรายังไม่ได้ฟังกันอย่างแท้จริง บทความนี้ชวนมาดูความต่างระหว่าง "การได้ยิน" กับ "การฟัง" และวิธีเริ่มฝึกฟังแบบง่ายๆ ที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้
ได้ยินกับฟังต่างกันอย่างไร?
การได้ยินคือการรับรู้ว่าอีกฝ่ายพูดอะไร ส่วนการฟังคือการให้ใจและความคิดได้อยู่กับเขาจริงๆ หรือที่เรียกกันว่า Active Listening ความต่างนี้ดูเล็กน้อย แต่ส่งผลกับความสัมพันธ์มากกว่าที่เราคิด
บางครั้งคนสองคนคุยกันแล้วรู้สึกไม่ตรงกัน คนหนึ่งรู้สึกว่าพูดไปก็ไม่มีใครฟัง ขณะที่อีกคนมั่นใจว่าตัวเองฟังครบทุกคำ ไม่มีใครผิด เพียงแต่เข้าใจคำว่า "ฟัง" ไม่เหมือนกัน และเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในที่ทำงานได้ทุกวัน โดยที่เราอาจไม่ทันสังเกต

เมื่อทีมไม่ได้ฟังกัน จะเกิดอะไรขึ้น?
เมื่อคนในทีมรู้สึกว่าพูดไปก็ไม่มีใครฟัง เขาจะค่อยๆ พูดน้อยลง และความไว้วางใจก็ลดลงตามไปด้วย
ลองนึกถึงสมาชิกในทีมคนหนึ่งที่เห็นปัญหาบางอย่างและอยากเล่าให้ทีมฟัง แต่ลังเลเพราะคิดว่าคงไม่มีใครรับฟัง สุดท้ายจึงเลือกเก็บไว้ ปัญหาเล็กๆ ที่ควรได้คุยกันตั้งแต่ต้น จึงมีโอกาสใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเรื่องแบบนี้เกิดซ้ำ ความไว้วางใจในทีมจะลดลงทีละน้อย และคนที่มีความสามารถซึ่งมีทางเลือกมาก ก็อาจตัดสินใจไปหาที่ที่เขารู้สึกว่าเสียงของตัวเองมีความหมาย ทั้งหมดนี้มักไม่ได้เริ่มจากเรื่องใหญ่ แต่เริ่มจากบทสนทนาเล็กๆ ในแต่ละวัน
เรากำลังฟัง หรือกำลังรอพูด?
ลองค่อยๆ สังเกตตัวเองดูว่า เวลามีคนมาคุยด้วย ใจของเราอยู่ตรงไหน เช่น การประชุมครั้งล่าสุด เราจำได้ไหมว่าแต่ละคนพูดอะไรบ้าง ถ้านึกได้ไม่ครบไม่ใช่เรื่องแปลก
เพราะบ่อยครั้งตัวเราอยู่ในห้อง แต่ใจยังคิดเรื่องอื่นอยู่ และคนที่กำลังพูดเองก็มักรับรู้ได้ว่าเรากำลังฟังเขาอยู่หรือเปล่า บางครั้งเราฟังอยู่ แต่ในใจกำลังคิดว่าจะตอบอะไรดี หรือแอบนึกถึงข้อความที่เพิ่งเด้งขึ้นมาในมือถือ สิ่งนี้ไม่ได้แปลว่าเราไม่ใส่ใจ แต่เป็นธรรมชาติของสมองที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา สัญญาณเล็กๆ ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว มีทั้งการตัดสินเรื่องราวไปก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดจบ การเผลอเล่าประสบการณ์ของตัวเองแทนที่จะฟังเรื่องของเขา หรือในที่ประชุม เราอาจฟังเพื่อหาจังหวะแสดงความเห็นมากกว่าฟังเพื่อเข้าใจ การได้เห็นสัญญาณเหล่านี้ ก็คือก้าวแรกของการฟังที่ดีขึ้น
เริ่มฝึกทักษะการฟังได้อย่างไร?
เริ่มได้จากสิ่งเล็กๆ ครั้งต่อไปที่มีคนมาคุยด้วย ลองวางมือถือลง แล้วหันไปหาเขาอย่างตั้งใจ
การฟังเป็นทักษะที่ฝึกได้ ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปจนถึงการฟังเชิงลึก (Deep Listening) แต่จุดเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคซับซ้อน เพียงแค่ท่าทางของเราสื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่า เราอยู่ตรงนี้และพร้อมฟังเขา เมื่อคนรู้สึกว่าได้รับการรับฟัง เขาจะเปิดใจและไว้วางใจมากขึ้น ทีมที่ทำงานร่วมกันได้ดีจึงมักเริ่มต้นจากความรู้สึกง่ายๆ ว่า เวลาพูด มีคนตั้งใจฟัง
คำถามที่พบบ่อย
ทักษะการฟัง (Active Listening) คืออะไร?
คือการฟังโดยให้ใจและความคิดได้อยู่กับคนที่กำลังพูด ไม่ใช่เพียงได้ยินคำพูดครบ
การไม่ได้ฟังกันส่งผลกับทีมอย่างไร?
เมื่อคนรู้สึกว่าพูดแล้วไม่มีใครฟัง เขาจะพูดน้อยลง ความไว้วางใจค่อยๆ ลดลง และคนเก่งอาจเลือกไปอยู่ในที่ที่เสียงของเขามีความหมายมากกว่า
เริ่มฝึกฟังวันนี้ได้อย่างไร?
วางมือถือลง แล้วหันไปหาคนที่คุยด้วยอย่างตั้งใจ แค่นี้อีกฝ่ายก็รู้สึกได้ว่ากำลังได้รับการรับฟัง
สรุป
การฟังอย่างแท้จริงอาจดูเป็นเรื่องเล็กในแต่ละวัน แต่เป็นพื้นฐานสำคัญของความไว้วางใจ ถ้าอ่านจบแล้วนึกถึงใครสักคนที่อยากฟังเขาให้มากขึ้น นั่นคือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของ Miracle ในตัวคุณค่ะ
การรับฟังกันเป็นหัวใจทั้งในทีมและในครอบครัว Miracle Life Coach ร่วมเดินทางกับองค์กรและครอบครัว ผ่านงานอบรมพัฒนา Soft Skills การโค้ช
และการจัดทำธรรมนูญครอบครัว โดยโค้ชใหญ่ (จันทนา เชาวน์วิจิตร) และ โค้ชฉัตร (ร่มฉัตร พัฒนศิริ บุญเจริญ)
สำหรับองค์กรที่อยากพัฒนาการฟังในทีม ดูรายละเอียดหลักสูตร Deep Listening to the Soul ศิลปะการฟังระดับจิตวิญญาณ
หากอยากชวนทีมหรือครอบครัวของคุณมาเรียนรู้ร่วมกัน พูดคุยกับเราได้ที่
Mobile & Line: 084 943 1133
Website: miraclelifecoach.pro
084 943 1133
© 2025 Miracle Life Coach. All rights reserved.

081 923 3816
