ทำไมเราถึงพูดไม่ตรงกับใจ: ความคิดกับความรู้สึกต่างกันอย่างไร

ทำไมเราถึงพูดไม่ตรงกับใจ

"ไม่เป็นไรค่ะ" อาจไม่ได้แปลว่าไม่เป็นไรเสมอไป บางครั้งมันแปลว่า เป็นมาก แต่ยังไม่อยากพูดตอนนี้ เราทุกคนเคยพูดอย่างหนึ่งทั้งที่ในใจคิดอีกอย่าง บทความนี้ชวนมาดูว่าทำไมเราจึงพูดไม่ตรงกับใจ ความคิดกับความรู้สึกต่างกันอย่างไร และจะฟังให้ถึงสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจริงๆ ได้อย่างไร

ทำไมคนถึงพูดไม่ตรงกับใจ?

คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจโกหก แต่รู้สึกว่าการพูดความจริงตรงๆ เสี่ยงเกินไป ทั้งเสี่ยงถูกมองว่าดราม่า เสี่ยงทำให้อีกฝ่ายอึดอัด หรือเสี่ยงที่จะดูอ่อนแอ

ผลก็คือ สิ่งที่คนพูดออกมา กับสิ่งที่ต้องการจริงๆ มักไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และองค์กรที่ไม่เห็นความต่างนี้ ก็มักแก้ปัญหาผิดจุดอยู่บ่อยๆ

เมื่อฟังแค่คำพูดแล้วรีบแก้ จะเกิดอะไรขึ้น?

ปัญหาที่เห็นอาจหายไป แต่ปัญหาจริงยังอยู่ และทั้งสองฝ่ายต่างรู้สึกอึดอัด
ลองนึกถึงพนักงานคนหนึ่งที่บอกหัวหน้าว่า "ตอนนี้งานเยอะเกินไปค่ะ" หัวหน้าที่ใจดีก็รีบลดงานให้ทันที และคิดว่าแก้ปัญหาได้แล้ว แต่สิ่งที่พนักงานอยากพูดจริงๆ อาจไม่ใช่เรื่องปริมาณงานเลย อาจเป็นเพราะไม่มีใครถามความเห็นเขาก่อนมอบหมายงาน และในใจเขาน้อยใจ ที่รู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่มีใครเห็นคุณค่า
เมื่องานถูกลดลง ปัญหาจริงก็ยังอยู่ พนักงานคิดว่าพูดไปก็ไม่มีใครเข้าใจ ส่วนหัวหน้าก็สงสัยว่าใจดีขนาดนี้แล้ว ทำไมยังไม่พอใจ ทั้งสองฝ่ายตั้งใจดี เพียงแต่คุยกันคนละเรื่อง

ความคิดกับความรู้สึกต่างกันอย่างไร?

ความคิดคือการตีความสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนความรู้สึกคือสิ่งที่เกิดขึ้นข้างในเรา ซึ่งมักเป็นคำสั้นๆ อย่าง เสียใจ หรือน้อยใจ
ประโยคอย่าง "ฉันรู้สึกว่าเขาไม่แคร์" ฟังดูเหมือนความรู้สึก แต่จริงๆ เป็นความคิด เพราะเป็นการตัดสินสถานการณ์ เวลาเราพูดว่า "รู้สึกว่า…" แล้วตามด้วยประโยคยาวๆ ที่ตีความเรื่องราว นั่นคือสัญญาณว่าเรากำลังพูดความคิด ไม่ใช่ความรู้สึก
ความต่างนี้สำคัญ เพราะความคิดเถียงกันได้ ถ้าพนักงานพูดว่า "หัวหน้าไม่เห็นคุณค่าฉันเลย" หัวหน้าก็แย้งได้ทันทีว่าเห็นคุณค่ามาก แล้วบทสนทนาก็กลายเป็นการหาว่าใครถูกใครผิด แต่ความรู้สึกเถียงไม่ได้ ถ้าเขาพูดว่า "ผมรู้สึกน้อยใจ" ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าเขาไม่ได้น้อยใจ
บ่อยครั้งเราเองก็ยังแยกไม่ออกว่าสิ่งที่พูดออกไปคือความคิดหรือความรู้สึก และถ้าผู้ฟังรับแค่คำพูดแล้วรีบแก้ตามตัวอักษร ความรู้สึกที่อยู่ข้างใต้ก็อาจไม่ถูกแตะเลย

จะฟังให้ถึงความรู้สึกได้อย่างไร?

ครั้งต่อไปที่มีคนมาบอกปัญหา ก่อนรีบหาทางแก้ ให้ฟังว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความคิดหรือความรู้สึก ถ้าได้ยินแต่ความคิด ถามกลับสั้นๆ ว่า "ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง"
แค่คำถามเดียว อาจเปิดให้อีกฝ่ายกล้าพูดสิ่งที่ซ่อนอยู่ออกมา ปัญหาที่แก้ได้ตรงจุดจึงมักเริ่มจากการฟังความรู้สึก มากกว่าการรีบแก้ตามความคิด

คำถามที่พบบ่อย

ความคิดกับความรู้สึกต่างกันอย่างไร?
ความคิดคือการตีความหรือตัดสินสถานการณ์ ซึ่งเถียงกันได้ ส่วนความรู้สึกคือสิ่งที่เกิดขึ้นข้างใน เช่น เสียใจหรือน้อยใจ ซึ่งเถียงไม่ได้

ทำไมคนไม่กล้าพูดตรงๆ ในที่ทำงาน?
เพราะกลัวถูกมองว่าดราม่า กลัวอีกฝ่ายอึดอัด หรือกลัวดูอ่อนแอ และบางครั้งก็ยังแยกไม่ออกว่าตัวเองรู้สึกอะไร

ลูกทีมบอกว่า "ไม่เป็นไร" หัวหน้าควรทำอย่างไร?
ถามสั้นๆ ว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง ก่อนจะสรุปหรือรีบหาทางแก้ แล้วฟังคำตอบให้จบ

สรุป

สิ่งที่คนพูดออกมา กับสิ่งที่ต้องการจริงๆ ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป เมื่อเราแยกความคิดกับความรู้สึกได้ บทสนทนาก็จะตรงใจกันมากขึ้น ถ้าอ่านจบแล้วนึกถึงใครสักคนที่บอกว่า "ไม่เป็นไร" แต่คุณคิดว่าอาจไม่ใช่แบบนั้น นั่นคือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของ Miracle ในตัวคุณค่ะ

การรับฟังกันเป็นหัวใจทั้งในทีมและในครอบครัว Miracle Life Coach ร่วมเดินทางกับองค์กรและครอบครัว ผ่านงานอบรมพัฒนา Soft Skills การโค้ช
และการจัดทำธรรมนูญครอบครัว โดยโค้ชใหญ่ (จันทนา เชาวน์วิจิตร) และ โค้ชฉัตร (ร่มฉัตร พัฒนศิริ บุญเจริญ)

สำหรับองค์กรที่อยากพัฒนาการฟังในทีม ดูรายละเอียดหลักสูตร Emotional Intelligence in Action พลังความฉลาดทางอารมณ์สู่ความสำเร็จ และ The Power of Empathy พลังแห่งการเข้าอกเข้าใจ หรือหากอยากชวนทีมหรือครอบครัวของคุณมาเรียนรู้ร่วมกันพูดคุยกับเราได้ที่

Mobile & Line: 084 943 1133
Website: miraclelifecoach.pro